รวมภาพถ่าย จังหวัดสุพรรณบุรี

สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรีโรงแรม ที่พัก รีสอร์ท จังหวัดสุพรรณบุรีร้านอาหารในจังหวัดสุพรรณบุรีรวมแผนที่จังหวัดสุพรรณบุรีการเดินทางสู่จังหวัดสุพรรณบุรีเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจในจังหวัดสุพรรณบุรีรวมภาพถ่ายจังหวัดสุพรรณบุรี
เสือเมืองสุพรรณ

ย้อนวันวาน...เมืองสุพรรณ กับเรื่องราวของเสือเมืองสุพรรณ

วันนี้มีโอกาสได้ไปเที่ยวชมบรรยากาศย้อนอดีตเมื่อวันวานของใครหลายคน
บรรยากาศของเมืองสุพรรณย้อนไปเมื่อ 60-70 ปี หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
บ้านเมืองอยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพง ทำให้สุพรรณเวลานั้นเต็มไปด้วยขุนโจรมากมาย
และที่มีชื่อเสียงมาจนวันนี้ ก็มีเสือฝ้าย เป็นหัวหน้าที่มีลูกสมุนมากมาย เสือใบ เสือดำ และเสือมเหศวร

เรื่องราวของเสือเหล่านี้ แม้จะเป็นด้านมืดของสังคม แต่ก็แอบแฝงไปด้วยข้อคิดที่น่าสนใจ
มีโอกาสลองแวะไปชมกัน การแสดงแสงสีเสียงที่สนุกสนาน สวยงาม
โดยมีฉากธรรมชาติริมสายน้ำเมืองสุพรรณ ประกอบการแสดง
ที่ทำให้หวลคิดถึงสภาพชีวิตริมสายน้ำสุพรรณเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา

บทสรุปสุภาพบุรุษเสือใบก็โดนจับ และศาลตัดสินประหารชีวิต
แต่....มันไม่ได้จบแค่นั้น ที่เหลือต้องตามไปชมกันเองนะจ้า

แม่ชอบเล่าเรื่องเสือให้ฟังเมื่อตอนยังเด็ก เรื่องก็คล้ายที่เขาเอามาทำหนังกัน แต่ไม่เหมือนซะทีเดียว เสือมเหศวรนี่เคย
เห็นตัวจริงแกเป็นญาติกับคนข้างบ้าน
เสือฝ้ายแม่เล่าว่ามอบตัว แล้วตำรวจพานั่งเรือเมล์เขากรุงเทพ แล้วยิงทิ้งระหว่างทาง
เสือแถวสามชุกก็มีอีกมาก เสือโพ เสือแผว แถวทุ่งลานโพธิ์
สมัยทางการกวาดล้างหนักๆ มีหมวดยอดยิ่ง เป็นหัวหน้าชุด เขาจะไม่จับเป็น
จับได้ก็ยิงทิ้งไว้กลางสะพาน แล้วปล่อยให้นกกาจิกกิน ห้ามเก็บเหมือนเสียบประจานในหนังโรมันโน้น

เสือใบนี่ดูจะเป็นพระเอกสำหรับงานนี้ เรื่องราวที่ถ่ายทอดออกมาจะนำเสนอคล้ายๆโรบินฮู้ดของเมืองนอก แต่เป็นเวอร์ชั่น
ไทย ส่วนเรื่องจริงเป็นอย่างไรไม่กล้าสรุป เพราะเกิดไม่ทัน....
เสือดำตอนแรกเล่ากันว่าตายไปแล้ว ข่าวต่อมาทราบว่าบวชเป็นพระและมีชื่อเสียงมากเรื่องของขลัง
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ประวัติ 4 เสือเมืองสุพรรณ

เสือฝ้าย
 
นายฝ้าย  เพ็ชนะ คือชื่อเดิมของหนุ่มวัยฉกรรจ์ เขาถูกเล่นงานชนิดเจ็บแสบจากทางตำรวจ โดยมีญาติรายหนึ่งหนุนเนื่องมากับผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ไส่ไคล้ฝ้ายให้ถึง กับจนมุม ครั้งนั้นฝ้ายถูกพิพากษาให้เป็นบุคคลอันตรายต่อชุมชนและรัฐ ฐานกระทำความผิดร้ายแรงในข้อหาพาผู้ร้ายหลบหนี ฝ้ายซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่ จำต้องเดินเข้าซังเตอย่างไม่สามารถปริปากอุทธรณ์ความบริสุทธิ์ของตน แปดปีกว่ากับการใช้ชีวิตในสถานกักขัง สูญสิ้นอิสรภาพทางกายภาพ เหลือเพียงกำแพงกับซี่กรงเขรอะสนิมเป็นเพื่อนในทุกโมงยาม ครั้นฝ้ายได้ลดอาญาจนหวนคืนปิตุภูมิ จากจุดนี้...ฝ้ายลิขิตชีวิตตนเองใหม่ลงบนหน้ากระดาษ
"เมื่อรัฐเล่นตลกกับข้า ข้าก็จะสร้างเสียงหัวเราะให้พวกมัน!

นับแต่นั้น “เสือฝ้าย” ก็กลายเป็นชื่อที่หลายคนต่างพากันขยาด แม้กระทั่งทางการยังกริ่งเกรง และไม่สู้จะหาทางลบชื่อนี้ลงได้ง่ายๆ นาม “เสือฝ้าย” ตราอยู่บนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ไพล่ถึงขนาดเป็นหัวข้ออภิปรายในสภาอยู่บ่อยครั้ง

คดีเสือฝ้ายควรจะจบลงแบบโป้งเดียวจอด ทว่า...การกำจัดผู้ร้ายรายนี้กลับยากจนทางการต้องปวดเศียรเวียนเกล้าบ่อย ครั้ง อุปสรรคสำคัญมิได้จำกัดอยู่เพียงอาวุธหรือสรรพกำลังของซุ้มโจร กำแพงกีดขวางกลับเป็นชาวบ้านตาดำๆ ทุกคนคอยปกป้องเสือฝ้าย เสมือนฝ้ายคือญาติในครอบครัวก็มิปาน
-ปล้นคนรวย แจกคนจน-

เสือฝ้ายถูกผู้มีอำนาจเล่นงาน ดังนั้น ศัตรูที่ฝ้ายตั้งเป้ากำจัดย่อมหนีไม่พ้นตัวการที่ส่งเขาไปกินข้างแดงในคุก เสียงร่ำลือถึงวิธีการปล้นของฝ้าย เจตจำนงนั้นผิดกับโจรทั่วไป กล่าวคือ ฝ้ายกับพรรคพวกมิได้ชิงทรัพย์เพื่อยังชีพ โดยประทังให้ปัจจัยสี่ไม่ขาดแคลน ฝ้ายจงใจเล่นงานบรรดาเศรษฐี ผู้มีอำนาจในท้องถิ่นนั้นๆ โดยเฉพาะพวกแปดเปื้อนมลทิน กลิ่นคาวฉาวโฉ่ ประเภทฉ้อโกง ขูดรีด และอาศัยอำนาจในการทำให้ตัวเองร่ำรวย นี่คือเป้าหมายของฝ้าย ด้วยเหตุนี้ คนยากหรือผู้ขัดสนทรัพย์สินศฤงคาร จึงรอดพ้นเงื้อมมือเสือฝ้าย หนำซ้ำ ยังจะได้ ‘ทรัพย์’ อันเป็นผลพลอยได้อีกต่างหาก การกระทำของฝ้ายเช่นนี้เอง ชาวบ้านถิ่นสุพรรณต่างพร้อมใจเป็นปราการด่านแรก ยันกับการทำคดีของตำรวจ อาทิ การบิดเบือนข้อมูลหรือให้การเท็จ ตลอดจนความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าวของทางการ กลุ่มเสือฝ้ายสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ก็ชาวบ้านอีกนั่นแหล่ะที่นำข่าวมาแพร่งพราย อุปสรรคสำคัญของตำรวจมิได้จำกัดอยู่เพียงอาวุธหรือสรรพกำลังของซุ้มโจร กำแพงกีดขวางกลับเป็นชาวบ้านตาดำๆ ทุกคนคอยปกป้องเสือฝ้าย เสมือนฝ้ายคือญาติในครอบครัวก็มิปาน

พุทธศักราช 2490 ร.ต.อ. ยอดยิ่ง สุวรรณาคร ได้ควบคุมตัวเสื้อฝ้ายที่ท่าเรือตลาดท่าช้างอำเภอเดิมบางนางบวช เพื่อนำตัวไปสวบสวนที่กรุงเทพ เมื่อเรือแล่นผ่านมาถึงบ้านบางตะโพ้น ตำบลศาลเจ้าโรงทอง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เกิดการยิงต่อสู้ ตำรวจได้สังหารเสือฝ้ายจนเสียชีวิต บางก็ว่าสมุนเสือฝ้ายตามมาดักชิงตัว บ้างก็ว่าตำรวจตั้งใจสังหาร และทิ้งศพให้ลอยอืดสามวันสามคืน เพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่าง สำหรับจุดจบของการเป็นเสือ

เสือฝ้ายเสียชีวิต เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2490 เวลา ด้วยอายุ 60 ปี

เสือใบ
มาที่อีกหนึ่ง "เสือร้าย" นามกระเดื่องที่ชื่อ "เสือใบ" หรือ
นายใบ สะอาดดี....."เสือใบ" เล่าถึงอดีต ว่า ก่อนเป็น "โจร" ก็เป็นชาวนา บ้านอยู่ จ.สุพรรณบุรี พอช่วงปี 2487 ตอนนั้นอายุประมาณ 30 ปี ที่บ้านถูกโจรวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งเข้ามาขโมยควาย ตอนนั้นไม่คิด "แค้น" อะไรเพราะไม่มีการเสียเลือดเนื้อ แต่อีก 5 เดือนต่อมา โจรกลุ่มเดิมได้ย้อนกลับมาปล้นที่บ้านอีกครั้ง คราวนี้ "ฉุดน้องเมีย" ไปด้วย จึงแค้นมากคว้าปืนลูกซองออกตามล่าโจรและตามน้องเมียกลับคืนมา สุดท้ายฆ่าโจรตายไป 2 ศพ ถูกตำรวจตามจับ จึงหนีออกจากบ้านเข้าสู่ "เส้นทางสายโจร" มาอาศัยในป่าแถบ จ.อ่างทอง เพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุมของตำรวจ เมื่อไม่มีเงินซื้อข้าวก็ออกปล้น จนมีชื่อเสียงใน "วงการโจร" มีลูกน้องเพิ่มขึ้นถึง 40 คน หลังจากนั้นก็เข้าไปอยู่ในสังกัด "ซุ้มเสือดำ" เป็น 1 ใน 4 เสือที่ทางการต้องการตัวมากที่สุด

"เสือ ใบ" บอกว่า พื้นที่ปล้นจะอยู่ในเขต จ.อ่างทอง สิงห์บุรี และชัยนาท ส่วนสุพรรณบุรีจะไม่ปล้นเพราะเป็นเขตอิทธิพลของเสือดำ ถือเป็นเขตเดียวกันจะไม่เข้าไปรบกวน โดยเลือกปล้นเฉพาะ "คนรวยหน้าเลือด" ได้เงินมาจากการ "โกง" คนจน คนรวยที่มีคุณธรรมช่วยเหลือชาวบ้านเราจะไม่ปล้น และการปล้นแต่ละครั้งจะไม่เอาทรัพย์สินหมด เอาครึ่งเดียว ใช้วิธีปล้นแบบขอเจ้าทรัพย์ สิ่งไหนเจ้าทรัพย์ไม่ให้ก็ไม่เอาและห้ามทำร้ายเจ้าทรัพย์เด็ดขาด ยกเว้นจะขัดขืนต่อสู้ เมื่อปล้นมาได้จะนำทรัพย์สินบางส่วนไปให้คนจน

"จน กระทั่งถูกตำรวจจับ ตำรวจผู้ปราบเสือใบ ชื่อ ผู้กองยอดยิ่ง สุวรรณากร และศาลตัดสินประหารชีวิต แต่ผมรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต ต่อมาได้รับการอภัยโทษเหลือจำคุก 20 ปี แต่ขณะถูกคุมขังมีพฤติกรรมดี โดยวันหนึ่งมีนักโทษชายคนหนึ่งใช้มีดจะทำร้ายผู้คุม ผมเห็นจึงเข้าไปช่วยเหลือ เลยได้ลดโทษออกมาจากคุก แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง" อดีต "เสือใบ" กล่าว พร้อมให้ข้อคิดถึงเยาวชนรุ่นหลังว่า.....

อยาก ให้ลูกหลานที่ "เกเร" รู้ว่าการเป็น "โจร" เป็นเสือมันไม่ดีเพราะต้องอยู่แบบหลบซ่อนตัวตลอดเวลา และทรัพย์สินที่ปล้นมาอยู่ไม่ได้นาน จึงอยากจะให้ทุกคนตั้งใจทำงาน ขยันหมั่นเพียรเข้าไว้ อยากได้อะไรก็ค่อย "เก็บหอมรอมริบ" เอา เดี๋ยววันหนึ่งเราจะได้สิ่งที่เราต้องการเอง!!!

เสือใบเสียชีวิต เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2558 เวลา 11.00 น. ด้วยอายุ 94 ปี

เสือมเหศวร
เสือมเหศวร มีชื่อจริงว่า
นายศวร เภรีวงษ์ เป็นชาวจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นจอมโจรชื่อดังในแถบภาคกลางหลังยุคสงครามโลกครั้งที่สองร่วมสมัยกับ เสือดำ, เสือฝ้าย และเสือใบ โดยเสือมเหศวรแต่เดิมเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ๆ ที่ถูกอำนาจรัฐรังแกและถูกใส่ความว่าฆ่าพ่อตัวเอง จึงจับปืนขึ้นต่อสู้และกลายมาเป็นจอมโจรชื่อดังในที่สุด โดยได้ชื่อว่า "มเหศวร" จากการแขวนพระเครื่องมเหศวรไว้ที่คอ ซึ่งได้ชื่อว่าช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัย และเมื่อเวลาออกปล้นจะปล้นด้วยความโหดเหี้ยมจนได้รับฉายาว่า จอมโจรมเหศวร เคยโดนตำรวจยิงที่ลำตัวและศีรษะหลายนัดแต่ไม่เข้า
เสือมเหศวร ถูกปราบโดยขุนพันธรักษ์ราชเดช ซึ่งขุนพันธ์ ฯ เป็นผู้เกลี้ยกล่อมให้เสือมเหศวรมอบตัว หลังจากได้รับโทษในเรือนจำแล้ว เสือมเหศวรก็ได้บวชเป็นพระและบวชเป็นพราหมณ์มาจนถึงปัจจุบัน แม้มีอายุกว่า 90 แล้ว แต่เสือมเหศวรก็ยังมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงอยู่ และเป็นที่เล่าลือว่าเป็นบุคคลจอมขมังเวทย์ มีชาวบ้านและผู้ที่เชื่อถือแวะเวียยนมาพบปะพูดคุยเสมอ ๆ โดยล่าสุด เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2550 เป็นผู้ทำพิธีปลุกเสกจตุคามรามเทพรุ่นเซ็นเสือมเหศวรของวัดแสวงหา จังหวัดอ่างทอง ด้วย
เรื่องราวของเสือมเหศวร เคยถูกสร้างเป็นภาพยนตร์มาแล้วสองครั้งหนึ่ง โดยผู้ที่รับบทเสือมเหศวรคนแรกคือ มิตร ชัยบัญชา และเสือมหเศวรคนที่สองคือ สมบัติ เมทะนี

ประวัติเสือมเหศวรอีกทางเล่าว่า
มเหศวร หรือ ศวร เภรีวงษ์ เกิดที่เขตติดต่อระหว่าง อ่างทอง -สุพรรณบุรี ใน ต.สีบัวทอง อ.แสวงหา จ.อ่างทอง ก่อนจะเป็นเสือ ท่านเป็นชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ตอนอายุ 20 ปีก็โดนไปเป็นทหารเกณฑ์ หลังจากกลับจากปลดประจำการ ท่านก็ได้กลับบ้าน แต่วันนั้นเองพ่อของท่านได้ถูกยิงต่อหน้าต่อตาโดยคู่อริที่หมายตำแหน่งกำนัน ด้วยความคับแค้นใจจึงรวบรวมพรรคพวกที่เคยเป็นทหารด้วยกัน เข้ากลุ่มกับเสือฝ้าย ที่จังหวัดอ่างทอง สมัยนั้นมีการกดขี่ข่มเหงกันมาก คนรวยข่มเหงคนจน ขณะที่รัฐบาลก็เข้าพื้นที่ไม่ทั้งถึง และทางการหลายคนก็เป็นคนไม่ดีซะมาก ชุมโจรของเสือฝ้ายนั้นได้ปล้นคนรวยมาเพื่อช่วยเหลือคนจน มเหศวรท่านก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดี ท่านได้ป้องกันคนไม่ดีออกจากหมู่บ้านต่างๆ ครั้งมีพรรคพวกและวิชาพอตัวแล้วมเหศวร จึงได้กลับไปแก้แค้นให้กับพ่อ ซึ่งคนที่ฆ่าพ่อก็ได้ตั้งตนเป็นกำนัน รังแกชาวบ้าน โดยมีชื่อว่ากำนันพันแสง มเหศวรกล่าวว่า ตอนนั้นเข้ากันไปประมาณ 10 คน รุมยิงกำนันที่อยู่บนบ้าน ซึ่งใช้เวลานานในการยิงกัน “กำนันแกเหนียวมาก” กว่ากำนันจะตายก็เกือบชั่วโมง

นานวันเข้าพรรคพวกของมเหศวรเริ่มมากขึ้นประกอบกับมีวิชาที่เข้มขลังขึ้งจากที่ได้เรียนวิชามาหลายสำนัก โดยอาจารย์หลักที่มเหศวรนับถือมากคือ หลวงพ่อหล่ำ วัดวังจิก จ. สุพรรณบุรี ด้วยเหตุนี้เองเสือมเหศวรจึงได้มาตั้งชุมโจรของตนเอง โดยมีลูกน้องอยู่ 40 – 50 คน โดยปล้นไปทั่วในเขตภาคกลาง และหลายๆ ภาคที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะ อ่างทอง สุพรรณ ชัยนาท กาญจนบุรี และสิงห์บุรี ทำให้ชื่อเสียงของมเหศวรโด่งดังมาก และเป็นที่นับถือกับชาวบ้านมากในหลายๆ พื้นที่ เนื่องจากเป็นโจรคุณธรรม ช่วยเหลือคนจน และคนที่ถูกรังแก ปู่มเหศวรกล่าวว่าจะปล้นประมาณเดือนละ 4 -5 ครั้ง และจะปล้นในเวลากลางวัน พอชื่อของท่านดังมากขึ้นทางการจึงส่งตำรวจมาจับแต่ก็ไม่สามารถจับได้ ปู่มเหศวรกล่าวว่าเมื่อก่อนวิชาแก่กล้า ลูกปืนไม่ได้กินหรอก เมื่อถามถึงขุนพันธ์แล้ว ปู่มเหศวรกล่าวว่าเมื่อก่อนเคยโดนขุนพันธ์ไล่ล่าที่ จังหวัดชัยนาทแต่ก็หลบหนีได้ตลอด ไม่เคยปะทะกันตรงๆ ด้วยความมีวิชามากจนได้ชื่อว่าจอมโจร 5 ตำรา

ทางการทำอย่างไรก็ไม่สามารถเข้าจับกลุ่มได้ จึงได้จับแม่มเหศวรเป็นตัวประกัน โดยประกาศว่าหากไม่ยอมมอบด้วยจะฆ่าแม่ตนเสีย ด้วยความรักแม่ และห่วงใยจึงยอมมอบตัว มเหศวรติดคุกได้ 4 ปี แต่ด้วยความเป็นเสือที่ดี มีคุณธรรม จึงไม่มีใครมาฟ้องร้อง ทางการจึงต้องปล่อยตัวมา และท่านได้ไปหาหลวงพ่อหล่ำ วัดวังจิก เพื่อกราบอาจารย์ หลวงพ่อหล่ำจึงให้บวช 4 พรรษา สมัยบวชนั้นมเหศวรได้ จำวัดอยู่หลายวัดตาม จังหวัดสุพรรณบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี และชัยนาท เนื่องจากมีพวกตามมารบกวนอยู่เนื่องๆ ครั้นสึกออกมาแล้วจึงกลับมาประกอบ อาชีพทำนา ทำสวน จนถึงทุกวันนี้ แต่ก็ยังมีคนไปหาเพื่อเคารพท่านเป็นประจำ ปัจจุบันนี้ปู่มเหศวรใช้ชีวิตอย่างสงบ โดยพักอยู่ที่หมู่บ้านไพรนกยูง อ.หันคา จ.ชัยนาท กับลูกสาวและลูกชาย โดยมีหลาน 4 คน ประกอบอาชีพเกษตร เลี้ยงวัว และมีรถรับส่งนักเรียน 

เข้ามาถึงยุคจตุคาม พระครูประภัศร์ธรรมานุกูล ( พระเสมอ ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดแสวงหา อ. แสวงหา จ. อ่างทอง ได้ไปเชิญ เสือมเหศวรมาปรกเสกจตุคามจนเป็นที่โด่งดังไปทั่ว จตุคามรุ่นแรกในชีวิตเสือมเหศวรนั้น คือรุ่นยันต์ลายเซ็นปู่มเหศวร ( มี 5000 องค์ ) และตอนนี้ก็ ได้จัดสร้างรุ่น 2 ไปแล้วโดยปลุกเสกเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2550

เสือมเหศวร เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2557 เวลา 06.15 น. ด้วยอายุ 101 ปี

อ้างอิงจาก
ชำนาญ ไชยศร


เสือ ดำ (มีผู้รู้หลายท่านเล่าว่าได้เสียชีวิตไปแล้ว)
ปัจจุบันหันหน้าสู่ "ร่มผ้าเหลือง" บวชเป็นพระได้ฉายาว่า "หลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินฺธโร" ย้อนให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่ "เส้นทางสายโจร" "หลวง พ่อทวีศักดิ์" หรืออดีต "เสือดำ" เล่าถึง "ทางโจร" ที่ทำให้พบ "เสือมเหศวร" และ "เสือใบ" ว่า ช่วงนั้นก็ออกปล้นเรื่อยมา จนมาพบกับ "เสือมเหศวร" และ "เสือใบ" ซึ่ง "หัวอกเดียวกัน" เพราะทั้งสองถูกโจรปล้นบ้านและต้องการแก้แค้น จึงปรึกษากันว่าจะทำอย่างไร ขณะนั้น "สมุน" ยังไม่มี จึงแยกทางกันไป "สร้างชื่อ" เพื่อหาลูกน้อง จนมีลูกน้องติดตาม 50-60 คน จึงตั้งเป็น "ซุ้มเสือดำ"!!!

เมื่อ บ้านมีกฏบ้าน เมืองมีกฏเมือง "ชุมโจร" ก็มีกฏของชุมโจร....."หลวงพ่อทวีศักดิ์" บอกว่า เล่าต่อว่า ในการปล้นของเรามี "กฎเหล็ก" ว่าจะปล้นแบบ "ผู้ดี" คือ จะออกปล้นช่วงต้นเดือนและปลายเดือน ก่อนเข้าปล้นจะประกาศล้วงหน้าว่าจะปล้นที่ไหน วันและเวลาใด เพื่อให้เจ้าทรัพย์เตรียมตัวไว้ก่อน เมื่อถึงเวลาเราก็มาปล้น สมัยนั้นใช้ม้าเป็นพาหนะ มีปืนคู่กายคนละ 2 กระบอกและกระสอบใส่ทรัพย์สินคนละใบ ก่อนลงมือจะยิงปืนขึ้นฟ้า 3 นัดเป็น "สัญญาณเตือน" ให้คนในหมู่บ้านรู้ว่ามาปล้นแล้ว จากนั้นจะนำกระสอบไปวางไว้ตามจุดต่างๆเพื่อให้ชาวบ้านนำทรัพย์สินมาใส่ เป็นการป้องกันเหตุ "นองเลือด" เวลาทำงาน หรือ "ฤกษ์ปล้น" คือ ตั้งแต่แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้า จนถึงแสงอาทิตย์ขึ้นเหนือฟ้าอีกครั้ง เราก็เก็บกระสอบกลับออกไป

"กฏเหล็ก สำคัญที่สุดของซุ้มเสือดำ คือ ห้ามข่มขู่หรือทำร้ายเจ้าทรัพย์ นอกจากเจ้าทรัพย์จะฮึดสู้ทำร้ายเราก่อน นอกจากนั้นสมุนทุกคนต้องอยู่ในศีลธรรม ห้ามยุ่งเกี่ยวกับสาวในหมู่บ้าน ห้ามปล้นโรงสีข้าวเด็ดขาด เพราะจะทำให้เราไม่มีข้าวกิน ห้ามปล้นตลาดสดเพราะเป็นจุดรวมของเด็ก คนแก่ และคนทั่วไป ถ้าพบลูกน้องคนใดทำผิดกฎจะฆ่าทิ้งทันที เพราะถือว่าผิดสัจจะของกลุ่มโจร ส่วนทรัพย์สินที่ปล้นมาจะแบ่งเป็น 5 ส่วน คือ 1.ค่าอาหาร 2.ค่ากระสุนปืน 3.แบ่งไว้ช่วยเหลือคนจน 4.ช่วยเหลือโรงเรียน และ 5.ช่วยเหลือวัด.....

.....พื้นที่ ปล้นอยู่ใน 3 จังหวัด คือ อุทัยธานี สุพรรณบุรี และชัยนาท โดยจะแบ่งโซนกันระหว่าง เสือใบ และเสือมเหศวร ช่วงว่างจากการปล้นจะพาลูกน้องเข้าป่าตัดต้นไม้ไปสร้างบ้านให้คนจนฟรี เพื่อตอบแทนคุณ พร้อมทั้งมอบวัวที่เราปล้นมาให้อีกครอบครัวละ 1 คู่" อดีต "เสือดำ" เล่าถึงเส้นทางสายโจรที่รุ่งโรจน์ของเขา ซึ่งพฤติกรรมดูคล้าย "โรบินฮู๊ดส์"

"เส้น ทางสายโจร" ของ "เสือดำ" และเหล่าสมุน รุ่งโรจน์และโรยด้วยกลีบกุหลาบมาตลอด จนกระทั่งการมาถึงของ "ขุนพันธ์" เส้นทางสายโจรของพวกเขาก็เริ่มตีบตัน.....อดีต "เสือดำ" เล่าถึงชีวิตในช่วงต่อมา ว่า ช่วงปี 2495-2499 ทางการเริ่มปราบปรามกลุ่มโจรอย่างหนัก เรา 3 เสือ คือ "เสือดำ-เสือใบ-เสือมเหศวร" เป็นที่ต้องการตัวของทางการมาก มี "ค่าหัว" คนละหลายหมื่นบาท การปล้นเริ่มมีอุปสรรค บางครั้งถึงขั้นต้อง "ดวลปืน" กับตำรวจ แต่เราก็อยู่รอดปลอดภัยมาตลอดเพราะมีวิชา "อาคม" ที่เรียนรู้มาจากครูบาอาจารย์ จนมาวันหนึ่งเรามีโอกาสได้ดวลปืนกับ "ขุนพันธ์" ที่ยกกำลังมาดักจับที่ จ.ชัยนาท และวันนั้นก็ทำให้เรา "กลับใจ"

"ครั้ง นั้นต่างคนต่างมีวิชาอาคมทั้งคู่ ทำอะไรกันไม่ได้และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาขุนพันธ ก็นำกำลังออกไล่ล่าดวลปืนกันอีกหลายครั้ง จนสุดท้ายขุนพันธ์ ได้นัดคุยกันอย่างลูกผู้ชายกับเราว่าต่างคนต่างมีอาคม คงทำอะไรกันไม่ได้ จึงขอให้เราเลิกเป็นโจร หยุดปล้น ถ้าหยุดตำรวจจะยกเลิกการจับกุมทุกหมายจับ แต่ต้องกลับตัวเป็นคนดีและเริ่มต้นชีวิตใหม่ เรากลับมานอนคิดอยู่ 3 วัน เราปล้นมา 20 ปี ไม่มีอะไรดีขึ้น จึงตัดสินใจหยุดเป็นโจร แบ่งเงินให้ลูกน้อง แล้วแยกย้ายกันไปทำมาหากินอย่างถูกกฎหมาย เราได้ออกบวชศึกษาธรรมมะ เพื่อหวังว่าบุญจากการบวชจะทดแทนสิ่งที่ได้ทำผิดไปได้บ้าง" อดีต "เสือดำ" กล่าว

 

 

 

 


Last modified: 17/09/15
Copy  Right © 2545

จังหวัดสุพรรณบุรี | สถานที่ท่องเที่ยว | ที่พัก-รีสอร์ท | ร้านอาหาร | แผนที่  | การเดินทาง Other | Suphan Gallery